การเลือกโกดังมีสิ่งหนึ่งที่ควรพิจารณาด้วย นั่นก็คือ เส้นทางขนส่ง หากเส้นทางขนส่งไม่เอื้ออำนวย หรือขาดการวางแผนที่ดี อาจก่อให้เกิดปัญหาค่าขนส่งบานปลาย สินค้าเสียหาย หรือส่งของล่าช้าจนเสียเครดิตได้ ในบทความนี้จะพาคุณไปเจาะลึกวิธีเช็กเส้นทางขนส่งจากโกดังสินค้าแบบมืออาชีพ เพื่อให้การกระจายสินค้าของคุณไหลลื่น ไม่มีสะดุด และลดต้นทุนแฝงที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

เหตุผลที่ต้องมีการเช็กเส้นทางขนส่ง
1. ลดความเสี่ยงจากการล่าช้า การตรวจสอบเส้นทางช่วยให้รู้ว่ามีจุดติดขัดหรือไม่
2. ประหยัดต้นทุน เลือกเส้นทางที่สั้นและปลอดภัย ลดค่าเชื้อเพลิงและค่าแรง
3. เพิ่มความพึงพอใจของลูกค้า การจัดส่งตรงเวลาและมีความแม่นยำ ช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้า
4. รองรับการเติบโตของธุรกิจ เส้นทางที่ดีช่วยให้ธุรกิจขยายตัวได้ง่าย

ขั้นตอนการเช็กเส้นทางขนส่งจากโกดังสินค้า
1. วิเคราะห์ทำเลที่ตั้งโกดัง
โกดังที่ดีควรอยู่ใกล้ทางหลวงแผ่นดิน หรือถนนวงแหวนที่สามารถเชื่อมต่อไปยังภูมิภาคต่างๆ ได้ง่าย โดยไม่ต้องผ่านเขตเมืองที่มีการจราจรหนาแน่น เช็กให้ชัวร์ว่าโกดังของคุณอยู่ในพื้นที่ที่รถบรรทุกสามารถวิ่งได้ตลอด 24 ชั่วโมงหรือไม่ เพราะบางพื้นที่ในกรุงเทพฯ และปริมณฑลมีการจำกัดเวลาเดินรถ ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อรอบการจัดส่ง
2. ใช้ระบบ GPS และแผนที่ดิจิทัล
หลายคนเริ่มจากการดู Google Maps แล้วตัดสินใจทันทีว่าโกดังอยู่ใกล้ถนนใหญ่หรือทางด่วน แต่ในความเป็นจริง สิ่งที่ควรดูมากกว่าคือ เส้นทางจริงที่รถบรรทุกต้องใช้ ควรลองจำลองเส้นทางจากโกดังไปยังจุดหมายหลัก เช่น ลูกค้า ศูนย์กระจายสินค้า หรือท่าเรือ โดยดูทั้งช่วงเวลาเร่งด่วนและช่วงเวลาปกติ เพื่อประเมินว่าเส้นทางนั้นมีจุดติดขัดหรือไม่ บางพื้นที่อาจดูใกล้ แต่ต้องอ้อมหลายแยกหรือผ่านถนนชุมชนที่รถใหญ่เข้าไม่ได้
3. ตรวจสอบข้อจำกัดด้านการขนส่ง
บางพื้นที่มีข้อจำกัดเรื่องเวลารถบรรทุกเข้าออก เช่น ห้ามรถใหญ่เข้าช่วงเช้า–เย็น หรือมีข้อกำหนดเฉพาะในเขตเมือง หากไม่ตรวจสอบล่วงหน้า อาจกระทบต่อรอบการส่งสินค้าและแผนการทำงานทั้งหมด ดังนั้นควรสอบถามข้อมูลจากเจ้าของพื้นที่ อบต. หรือเทศบาลในบริเวณนั้น รวมถึงพูดคุยกับผู้ประกอบการใกล้เคียง เพื่อให้เห็นภาพจริงว่ามีข้อจำกัดอะไรบ้างที่ไม่ปรากฏบนเอกสาร
4. ประเมินความเสี่ยงและวางแผนการรับมือ
การขนส่งที่คล่องตัวคือการมีแผนสำรองเสมอ
- จุดพักรถและจุดกระจายสินค้า เช็กเส้นทางว่ามีปั๊มน้ำมันหรือจุดพักรถที่ปลอดภัยหรือไม่ สำหรับกรณีที่ต้องมีการเปลี่ยนถ่ายสินค้าหรือคนขับต้องพัก
- เส้นทางเลี่ยงน้ำท่วม หากโกดังอยู่ในพื้นที่ลุ่มต่ำ ต้องเตรียมเส้นทางสำรองที่น้ำไม่ท่วมขังในช่วงหน้าฝน เพื่อให้ธุรกิจไม่หยุดชะงัก
- ด่านตรวจและพื้นที่ก่อสร้าง อัปเดตข้อมูลจากกรมทางหลวงอยู่เสมอว่ามีการปิดถนนเพื่อซ่อมแซมในเส้นทางหลักหรือไม่
5. ใช้ระบบติดตามการขนส่ง
ในปัจจุบัน การพึ่งพาสัญชาตญาณของคนขับเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ คุณควรนำเครื่องมือเข้ามาช่วย ดังนี้
- GPS Tracking & Telematics ช่วยให้เห็นภาพรวมว่าเส้นทางไหนที่คนขับมักจะเจอรถติด หรือเส้นทางไหนที่มีความเสี่ยงอุบัติเหตุสูง
- Dynamic Routing ระบบที่ช่วยคำนวณเส้นทางใหม่แบบ Real-time ตามสภาพการจราจร จะช่วยลดระยะเวลาในการเดินทางได้ถึง 20-30%
- Check Heat Map ดูประวัติการจราจรย้อนหลังในช่วงเวลาต่างๆ เพื่อกำหนดเวลาปล่อยรถออกจากโกดังที่เหมาะสมที่สุด
6. ทดลองขับเส้นทางจริง
วิธีที่ได้ข้อมูลชัดเจนที่สุดคือการทดลองขับเส้นทางจริง โดยใช้รถประเภทเดียวกับที่ธุรกิจจะใช้งาน ไม่ว่าจะเป็นรถกระบะ รถตู้ หรือรถบรรทุกขนาดใหญ่ การทดลองขับจะช่วยให้เห็นปัญหาที่แผนที่ไม่บอก เช่น ถนนเป็นหลุม เป็นคลื่น ทางแคบ รถสวนลำบาก หรือมีจุดอันตรายที่ต้องระวัง หากทำได้ ควรทดลองในช่วงเวลาที่มีการขนส่งจริง เช่น ตอนเช้า หรือช่วงเย็น เพื่อประเมินสภาพการจราจรให้ใกล้เคียงการใช้งานจริงที่สุด
7. ดูศักยภาพเส้นทางในระยะยาว
เส้นทางที่ดีในวันนี้ อาจไม่ดีในอีก 2–3 ปีข้างหน้า หากพื้นที่รอบโกดังมีแนวโน้มพัฒนาเป็นชุมชนหรือโครงการที่อยู่อาศัย การจราจรอาจหนาแน่นขึ้น และข้อจำกัดต่างๆ อาจเพิ่มตามมา ทางที่ดีควรดูผังเมือง แผนพัฒนาพื้นที่ หรือโครงการก่อสร้างถนนใหม่ในอนาคต เพื่อประเมินว่าเส้นทางขนส่งจะยังรองรับการเติบโตของธุรกิจได้หรือไม่ การมองไกลตั้งแต่ต้นช่วยลดความเสี่ยงในการต้องย้ายโกดังในภายหลัง
การเช็กเส้นทางขนส่งจากโกดังสินค้าไม่ใช่เรื่องเล็ก แต่เป็นปัจจัยสำคัญที่กำหนดต้นทุนและความราบรื่นของธุรกิจในระยะยาว การดูแผนที่อย่างเดียวไม่เพียงพอ ต้องลงพื้นที่จริง วิเคราะห์เส้นทางรอบด้าน และมองไปถึงอนาคตด้วย ธุรกิจจะได้เติบโตอย่างมั่นคง ไม่มีปัญหาจุกจิกตามมาในภายหลัง
บทความที่เกี่ยวข้อง
- ก่อนเช่าหรือซื้อโกดังสำเร็จรูป นอกจากตัวโกดัง ต้องเช็ก 6 ข้อนี้
- 7 ข้อต้องพิจารณา เพื่อให้ได้ ที่ตั้งโกดังโรงงานที่ดี
- เลือกขนส่งแบบไหนดี ให้เหมาะสมกับธุรกิจและโรงงานของคุณ
PARK FACTORY ผู้ให้บริการขายโกดัง และให้เช่าโกดังโรงงานสำหรับ SME ในเขตกรุงเทพ และปริมณฑล
หากคุณกำลังมองหาโกดังคลังสินค้า ที่ Park Factory เราเป็นผู้ให้บริการโกดังโรงงานสำหรับ SME ด้วยโครงการสีเขียว สภาพแวดล้อมสวยงามน่าอยู่ ให้ความสำคัญในทุกรายละเอียดของโกดังทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นโครงสร้างอาคาร หรือ Landscape ออกแบบตามหลักฮวงจุ้ย เพื่อให้ผู้เช่าได้รับประสบการณ์ที่ดีที่สุด → เข้าชมโครงการ
ช่องทางการติดต่อ PARK FACTORY
ที่ตั้ง : 176 ซอยกาญจนาภิเษก 5 แขวงหลักสอง เขตบางแค กรุงเทพฯ 10160
เบอร์โทรติดต่อ : 092-379-7444, 081-751-4440
อีเมล์ : [email protected]
Google Map : https://maps.app.goo.gl/STYgHNRPHGAZZ6SX8




