วางระบบ “คลังสินค้าห้องเย็น” อย่างมืออาชีพ ที่ไม่ควรพลาด (เช็กก่อนทำจริง ลดของเสีย ลดค่าไฟ)

คลังสินค้าห้องเย็นไม่ใช่แค่ “ติดเครื่องทำความเย็นแล้วจบ” เพราะของเสียส่วนใหญ่เกิดจาก อุณหภูมิแกว่งตอนรับ-จ่าย, ความชื้นสะสม, และ กระบวนการทำงานที่บังคับให้เปิดประตูบ่อย จนเครื่องทำงานหนัก ค่าไฟพุ่ง และคุณภาพสินค้าไม่นิ่ง

บทความนี้สรุปแบบ “คนใช้งานจริง” ว่าถ้าจะวางระบบคลังสินค้าห้องเย็นให้เป็นมืออาชีพ ต้องเช็กอะไรบ้าง ตั้งแต่อาคาร ระบบเย็น ไปจนถึงการเดินงานหน้าด็อค (อ่านจบแล้วเอาไปคุยกับผู้รับเหมา/เจ้าของพื้นที่ได้ทันที)

เริ่มจาก “อุณหภูมิ + สินค้า + ความถี่เข้าออก” ก่อนเลือกเครื่อง

  1. สินค้าต้องอยู่ช่วงไหน: แช่เย็น (Chilled) / แช่แข็ง (Frozen) / หรือมีทั้งสองโซน

2. เข้าออกถี่แค่ไหนต่อวัน: รับเข้าทีละมากๆ หรือทยอยออกหลายรอบ

3. จุดเสี่ยงสุดอยู่ตรงไหน: ตอน “โหลดของ” / ตอน “จัดเก็บ” / ตอน “แพ็ค”

เหตุผล: ห้องเย็นที่พังง่ายมักไม่ได้พังเพราะเครื่องไม่แรง แต่พังเพราะ “งานจริงบังคับให้ประตูเปิดนาน” และไม่มีพื้นที่บัฟเฟอร์ช่วยกันอุณหภูมิ

10 จุดวางระบบที่ “ไม่ควรพลาด” (เช็กตามลำดับนี้)

1) หน้าด็อคและการรับ-จ่าย: ลดเวลา “ประตูเปิด”

  • รถสิบล้อ/เทรลเลอร์เข้าได้จริงไหม
  • มีพื้นที่รอคิว/กลับรถหรือไม่
  • ถ้ามีงานเข้าออกถี่ แนะนำทำบัฟเฟอร์ + ม่านกันลม/ม่าน PVC

2) พื้น + การจัดการน้ำ/ความชื้น

ห้องเย็นมักเจอ “น้ำคอนเดนเสท” และพื้นลื่น

  • ทำพื้นให้กันลื่นและทำความสะอาดง่าย
  • วางระบบระบายน้ำ/จุดเสี่ยงน้ำขังให้ชัด
  • ถ้าใช้พาเลทหนัก/รถยก ต้องคุมสเปกพื้นให้เหมาะ (หลายโครงการของ Parkfac วางสเปก “พื้นรับน้ำหนัก 3 ตัน” เป็นมาตรฐานใช้งานหนักได้ดี)

3) ฉนวนและรอยต่อ: ค่าไฟต่างกันตรงนี้

เครื่องแรงแค่ไหนก็แพ้ “ความเย็นรั่ว”

  • ฉนวนผนัง/ฝ้าเหมาะกับอุณหภูมิเป้าหมาย
  • รอยต่อและซีลต้องแน่น
  • จุดทะลุผนัง (ท่อ/สาย) ต้องอุดกันไอน้ำดี

4) ประตูห้องเย็น: เลือกให้เหมาะกับความถี่ใช้งาน

  • ประตูเปิดปิดเร็วช่วยลดอุณหภูมิแกว่ง
  • ถ้าเปิดบ่อยให้ใช้ม่าน/ม่านลมช่วย
  • มีระบบลดน้ำแข็งเกาะบริเวณขอบประตู (โดยเฉพาะโซนแช่แข็ง)

5) ระบบทำความเย็น: เลือก “พอดีกับงาน” และซ่อมง่าย

  • อย่าเลือกจาก “แรงสุด” อย่างเดียว ให้ดูรูปแบบการทำงานจริง
  • วางตำแหน่งเครื่องให้ระบายความร้อนได้ดี และเข้าถึงซ่อมบำรุงง่าย

6) ระบบไฟฟ้า: ต้องพร้อมและเผื่อขยาย

ถ้าคุณจะทำใน โกดังให้เช่า หรือ เช่าโกดังเก็บของ แล้วติดตั้งระบบเย็นเพิ่ม ให้เช็กเรื่องไฟฟ้าก่อนเสมอ

  • รองรับโหลดเครื่องเย็นได้จริงไหม
  • ตู้เมน/สายเมน/จุดเดินสายพร้อมแค่ไหน
  • เผื่อการขยายใน 6–18 เดือน (เพิ่มโซน/เพิ่มรอบงาน)

7) แผนไฟดับ/ไฟตก: เตรียม “วิธีรับมือ” ไม่ใช่หวังว่าจะไม่เกิด

  • ตั้งค่าการแจ้งเตือนเมื่ออุณหภูมิหลุดช่วง
  • กำหนด SOP ตอนฉุกเฉิน: ลดการเปิดประตู / ย้ายสินค้า / เรียกช่าง
  • งานที่เข้มงวดมากอาจต้องมีแผนสำรองตามความเหมาะสม

8) เซนเซอร์ + บันทึกอุณหภูมิ: ต้อง “ย้อนกลับได้”

ยุคนี้ลูกค้าไม่ได้ถามแค่ว่า “เย็นไหม” แต่ถามว่า “มีหลักฐานไหม”

  • ติดตั้งจุดวัดให้สะท้อนอุณหภูมิจริงของสินค้า
  • มีรายงานย้อนหลังได้ และมีแจ้งเตือน

9) สุขลักษณะและการแยกโซน (กลิ่น/ปนเปื้อน/ของคืน)

  • แยกโซนของสด/ของกลิ่นแรง/ของคืน/ของเสีย
  • วางพื้นที่ทำความสะอาดอุปกรณ์ให้ชัด

10) แผนบำรุงรักษา + SLA ช่าง

ห้องเย็นต้องมี “ดูแลตามรอบ”

มีช่องทางช่างฉุกเฉิน (สำคัญกับของมูลค่าสูง)

ทำความสะอาดคอยล์/พัดลม

ตรวจซีลประตู

ตรวจการรั่ว/การเกิดน้ำแข็งผิดปกติ

บทความที่เกี่ยวข้อง

PARK FACTORY ผู้ให้บริการขายโกดัง และให้เช่าโกดังโรงงานสำหรับ SME ในเขตกรุงเทพ และปริมณฑล

หากคุณกำลังมองหาโกดังคลังสินค้า ที่ Park Factory เราเป็นผู้ให้บริการโกดังโรงงานสำหรับ SME ด้วยโครงการสีเขียว สภาพแวดล้อมสวยงามน่าอยู่ ให้ความสำคัญในทุกรายละเอียดของโกดังทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นโครงสร้างอาคาร หรือ Landscape ออกแบบตามหลักฮวงจุ้ย เพื่อให้ผู้เช่าได้รับประสบการณ์ที่ดีที่สุด → เข้าชมโครงการ

ช่องทางการติดต่อ PARK FACTORY

ที่ตั้ง : 176 ซอยกาญจนาภิเษก 5 แขวงหลักสอง เขตบางแค กรุงเทพฯ 10160
เบอร์โทรติดต่อ : 092-379-7444, 081-751-4440
อีเมล์ : [email protected]
Google Map : https://maps.app.goo.gl/STYgHNRPHGAZZ6SX8




Scroll to Top